ข่าวในประเทศ
นายวราวุธ ศิลปอาชา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
1. 'วราวุธ' ดึงสวิตเซอร์แลนด์ ปักธงลงทุนไทย-หนุนเศรษฐกิจสีเขียว (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 21 ตุลาคม 2569)
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ให้การต้อนรับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากองค์กรธุรกิจและสมาคมภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ รวมถึงแนวทางสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ โดยฝ่ายสวิตเซอร์แลนด์ได้แสดงความชื่นชมความสัมพันธ์อันแนบแน่นและยาวนานระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะความร่วมมือภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลและภาคเอกชนสวิสในการสนับสนุนและผลักดันให้ไทยเป็นคู่ค้าระดับต้นๆในภูมิภาค นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ขยายโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ในการหารือยังเปิดโอกาสให้ผู้แทนภาคธุรกิจสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยมีผู้แทนจากหลากหลายสาขาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสำคัญเข้าร่วม อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องจักรและวิศวกรรมไฟฟ้า เทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ หุ่นยนต์ เซนเซอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง วัสดุสมรรถนะสูง ตลอดจนระบบรางและโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนา และหน่วยงานประกันความเสี่ยงด้านการส่งออก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนแหล่งเงินทุนและบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับโครงการลงทุนระหว่างประเทศ โดยภาคธุรกิจสวิตเซอร์แลนด์ได้แสดงความสนใจต่อโอกาสการลงทุนในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานหมุนเวียน และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายยังหารือถึงประเด็นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและความยั่งยืน โดยไทยได้นำเสนอนโยบายส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น E20 และ B20 การสนับสนุนพลังงานสะอาดผ่านโครงการโซลาร์รูฟท็อป และการปลดล็อกระบบซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองถึงโอกาสในการพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาค และการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูง ซึ่งต้องอาศัยระบบนิเวศที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพ กระบวนการอนุมัติและการออกใบอนุญาตที่โปร่งใส รวดเร็ว และเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าความร่วมมือระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์ยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก และพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความยั่งยืนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์
เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
2. 'โตโยต้า' ปักธงไทย ดันสู่ฐานผลิตปิกอัพไฮโดรเจน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2569)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) เป็นครั้งแรกในไทยในรุ่น New Hilux ที่โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เงินลงทุน 1,490 ล้านบาท กำลังผลิตปีละ 3,000 คัน คาดว่าจะเริ่มสายการผลิตใหม่ในเดือนธันวาคม 2570 ระยะแรก เป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สำหรับโครงการนี้ ต่อยอดจากสายการผลิตรถปิกอัพ Hilux เดิม พร้อมปรับปรุงกระบวนการผลิตและลงทุนเพิ่มในสถานีงานสำหรับประกอบชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อน FCEV เช่น ถังเก็บไฮโดรเจน (Fuel Tank) เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) แบตเตอรี่ (Battery Pack) มอเตอร์ไฟฟ้า และชุดควบคุมพลังงาน นอกจากนี้ยังมีแผนติดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนในโรงงาน เพื่อรองรับการผลิตและทดสอบรถยนต์ FCEV ซึ่งโครงการนี้มีแผนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศปีละ 640 ล้านบาท ครอบคลุมระบบปรับอากาศและระบายความร้อน เบาะนั่ง ล้อและยาง ชุดสายไฟ ชิ้นส่วนภายในรถยนต์ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้รองรับ FCEV และเพิ่มโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ระดับโลก ทั้งนี้ สำหรับการเลือกนำเทคโนโลยี FCEV มาต่อยอดสายการผลิต Hilux เดิมในไทยของโตโยต้า สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับบทบาทสำคัญในการผลิตเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตสำหรับตลาดโลก เนื่องจากมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถปิกอัพ Hilux ที่สำคัญที่สุดในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของโตโยต้า อีกทั้งมีความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนและบุคลากรที่มีประสบการณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกสู่พลังงานสะอาด รวมถึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศที่มุ่งผลักดันให้ "ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกในทุกเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม โตโยต้า เป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยยาวนานถึง 64 ปี และได้ขยายการลงทุนเพื่อยกระดับฐานการผลิตให้รองรับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง มูลค่าเงินลงทุนสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท มีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่งในไทยที่สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์ ด้วยกำลังผลิตปีละกว่า 770,000 คัน จ้างงานพนักงานโดยตรงกว่า 13,000 คน โดยปัจจุบันโตโยต้าในไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีนเท่านั้น โดยใช้ไทยเป็นฐานส่งออกรถยนต์ไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล
ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร
3. ฝันส่งออกอาหาร 1.5 ล้านล้าน (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 19 ตุลาคม 2569)
นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า สถาบันอาหารได้ปรับประมาณการส่งออกอาหารไทยปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านล้านบาท จากเดิมที่ปรับประมาณการลงมาอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท เนื่องจากการส่งออกอาหารใน 4 เดือนสุดท้ายปีนี้มีโอกาสกลับมาขยายตัวเป็นบวกจากคำสั่งซื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ของทั่วโลกและค่าเงินบาทที่ยังเอื้อต่อการแข่งขันส่งออก โดยมูลค่าการส่งออกอาหารไทย 8 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 1,014,195 ล้านบาท ลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนด้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เป็นต้น ขณะที่โครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารไทยเมื่อปีที่ผ่านมาพบว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของภาคอุตสาหกรรมอาหารสูงสุดอันดับ 1 มีมูลค่า 1.15 ล้านล้านบาท คิดเป็น 25.3% ของจีดีพีภาคอุตสาหกรรม มากกว่าอิเล็กทรอนิกส์ และมีสัดส่วน 6.1% ของจีดีพีประเทศ และมีมูลค่าการส่งออก 1.51 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนการใช้ Local content (วัตถุดิบในประเทศ) สูงถึง 80-90% โดยปีที่ผ่านมา มีสถานประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร 145,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีจำนวน 99.3% ขณะที่รายใหญ่มีเพียง 0.7% และมีการจ้างงาน 1.26 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สศอ. ได้จัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารปี 2562-2570 โดยมีเป้าหมายผลิตผลิตภัณฑ์สินค้าอนาคต เช่น อาหารสุขภาพและอาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์อาหารจากเทคโนโลยีชีวภาพ อาหารฮาลาล โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพไปสู่การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน รวมถึงผลักดันการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเกษตรและอาหาร เพื่อนำไปสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งนี้ สศอ. ให้ความสำคัญกับอาหารฮาลาลที่จะเน้นการพัฒนาให้เป็นอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต โดยได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพอาหารฮาลาลเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตในระดับสากล ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก แต่สัดส่วนการส่งออกอาหารฮาลาลยังอยู่ในวงจำกัด มีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพียง 2.1% สศอ.จึงให้ความสำคัญในการพัฒนาสูตรจากห้องปฏิบัติการไปสู่การทดลองผลิตและการผลิตสินค้าในลอตทดลองตลาด ที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนเครื่องจักรขนาดใหญ่
ข่าวต่างประเทศ
4. เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 ขยายตัว 4.5% แรงหนุนส่งออกโตแรง แต่บริโภคในประเทศยังฟื้นช้า (ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, ประจำวันที่ 20 ตุลาคม 2569)
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 3 ปี 2569 ขยายตัว 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 4.4% และเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ซึ่งขยายตัว 4.3% ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนในช่วง 9 เดือนแรกของปีขยายตัว 4.6% สอดคล้องกับเป้าหมายการเติบโตทั้งปีของรัฐบาลจีนที่กำหนดไว้ที่ 4.5–5% ทั้งนี้ ทางด้านเหมา เซิ่งหย่ง (Mao Shengyong) รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ระบุว่า ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจในช่วง 3 ไตรมาสแรกเป็นรากฐานสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการเติบโตประจำปี โดยเศรษฐกิจจีนยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ระหว่างประเทศและปัญหาอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่สำหรับปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนมาจากภาคการส่งออกและการผลิตอุตสาหกรรม โดยมูลค่าการส่งออกเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นถึง 36.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการสินค้าเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดโลก ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.5% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคการผลิตที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจีน
อย่างไรก็ตาม ภาคการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศยังคงอ่อนแอ โดยยอดค้าปลีกเดือนกันยายนขยายตัวเพียง 1.1% สะท้อนความระมัดระวังในการใช้จ่ายของประชาชน ขณะที่วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงกดดันความเชื่อมั่นและการลงทุน โดยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ช่วง 9 เดือนแรกหดตัวถึง 20.6% ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรโดยรวมลดลง 7.2% และอัตราการว่างงานในเขตเมืองเดือนกันยายนอยู่ที่ 5.2% โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าแม้เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มบรรลุเป้าหมายการเติบโตในปีนี้ แต่ยังเผชิญปัญหาการเติบโตที่ไม่สมดุลระหว่างภาคการส่งออกกับเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า
หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)