ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 5 ของเดือนตุลาคม 2569

ข่าวในประเทศ

นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. "วราวุธ" สั่งคุมเข้มแผงโซลาร์เซลล์-อุปกรณ์ประกอบ ตีตรา มอก. สกัดสินค้าด้อยมาตรฐาน ครอบคลุมโซลาร์เซลล์ทั้งระบบ (ที่มา: บ้านเมืองออนไลน์, ประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2569)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามกฎกระทรวงเพื่อกำหนดให้แผงโซลาร์เซลล์ หรือแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นสินค้าควบคุมตามมาตรฐาน มอก. 61730 เล่ม 2-2567 ตามที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด คาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ภายในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รองรับการขยายตัวของการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ทั้งภาคครัวเรือนและสถานประกอบการ โดยมาตรฐานดังกล่าวกำหนดให้แผงโซลาร์เซลล์ต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัย ทั้งการทนความร้อน การตัดไฟ การป้องกันไฟรั่ว การลามไฟเมื่อเผชิญประกายไฟ และความแข็งแรงทางกล โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายต้องได้รับใบอนุญาต มอก. ก่อนวางจำหน่าย เพื่อป้องกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาด ในช่วงที่รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย การนำเข้าสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านนายภาสกร ชัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สมอ. เปิดรับคำขอและตรวจประเมินโรงงานล่วงหน้า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการพร้อมรับใบอนุญาตแล้ว 259 ใบอนุญาต เพื่อให้มีสินค้าได้มาตรฐานเพียงพอรองรับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ สมอ. เตรียมควบคุมผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมอีก 7 มาตรฐาน ได้แก่ สายไฟกระแสตรง (DC) แบตเตอรี่ลิเทียม ฟิวส์ อินเวอร์เตอร์ เครื่องตัดวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ขั้วต่อสายไฟกระแสตรง และตู้รวมสายไฟ เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ครอบคลุมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ

 

นายศุภกิจ บุญศิริ

ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)

 

2. สศอ.-สถาบันอาหารโชว์สำเร็จโครงการดันฮาลาลไทย (ที่มา: เดลินิวส์, ประจำวันที่ 29 ตุลาคม 2569)

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยผลสำเร็จการดำเนินงาน "โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทย ใส่ใจผู้บริโภคทั่วโลก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569" ร่วมกับ น.ส.ไปยดา หาญชัย สุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ในฐานะหน่วยงานผู้รับดำเนินการ โดยโครงการดังกล่าว ได้ดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา มุ่งเน้นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาตลาดฮาลาลเชิงลึกในต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงสู่ตลาด ผ่านงานแสดงสินค้าชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับคู่ค้าที่มีศักยภาพ ซึ่งโครงการนี้มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมรวม 120 ราย การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การสำรวจและประเมินศักยภาพตลาดอาหารฮาลาลในต่างประเทศเพื่อการส่งออก ได้แก่ ประเทศตุรกี และอินเดีย พบว่าในตลาดตุรกี สินค้าฮาลาลของไทยมีโอกาสเข้าสู่ตลาดผ่านรูปแบบ OEM การส่งออกวัตถุดิบเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน HORECA และการใช้จุดแข็งด้านวัตถุดิบปลอดการดัดแปลงพันธุกรรม หรือ Non-GMO ขณะที่ตลาดอินเดียมีโอกาสจากการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคมุสลิมและผู้บริโภคมังสวิรัติ รวมถึงการวางกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดหลากหลายช่องทาง ได้แก่ ช่องทาง Quick Commerce ร้านค้าเฉพาะทาง กลุ่มโรงแรม ภัตตาคาร หรือ HORECA ไปจนถึงห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ยังดำเนินกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านมาตรฐานฮาลาล แก่สถานประกอบการจำนวน 42 กิจการ เพื่อยกระดับความพร้อมด้านมาตรฐานฮาลาลในทุกมิติ รวมถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลแปรรูป สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลแปรรูปต้นแบบด้วยนวัตกรรม รวม 20 ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Functional Food และโปรตีนทางเลือก ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมนำทัพผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลไทย 58 ราย ร่วมงานจัดแสดงสินค้าในเวทีนานาชาติ ภายใต้กิจกรรมการเชื่อมโยงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมเมื่อประเมินจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการฯ ในครั้งนี้ พบว่า มีมูลค่าราว 1,438 ล้านบาท เป็นผลลัพธ์และความสำเร็จที่เกิดจากการยกระดับมาตรฐานการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า อาหารฮาลาลไทยมีทั้งคุณภาพ มาตรฐาน นวัตกรรม และศักยภาพที่พร้อมจะเติบโตแบบก้าวกระโดดสู่เวทีสากล เชื่อมั่นว่าโครงการฯ นี้ จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น "ศูนย์กลางฮาลาลแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Halal Hub)" ได้ตามเป้าหมายอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

 

น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม

 

3. เร่งช่วย 'SMEs' ถูกน้ำท่วม DIPROM จัดสินเชื่อ 'เงินไว ฟื้นภัยพิบัติ' (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 27 ตุลาคม 2569)

น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ยังคงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ทั้งด้านสถานประกอบการ เครื่องจักร วัตถุดิบ การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจกระทบต่อการผลิต การตลาด รายได้ สภาพคล่อง และความสามารถในการแข่งขัน โดยกรมฯ จึงเร่งให้ DIPROM Center ลงพื้นที่สำรวจและประเมินปัญหาของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมให้ความช่วยเหลือผ่าน "โครงการฟื้นฟูธุรกิจ และเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs)" โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 120 ล้านบาท จากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและปัจจัยเสี่ยงทางธุรกิจ ให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งนี้ โครงการถูกออกแบบมาเพื่อช่วยฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่งให้กับ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติ เช่น ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ภัยสงคราม และภัยพิบัติอื่นๆ ซึ่งต้องได้รับ    การฟื้นฟูโดยเร่งด่วน เน้นไปที่ความ "รวดเร็วและปฏิบัติได้จริง" เพื่อเปลี่ยนจากสภาวะวิกฤต (Crisis) ให้ธุรกิจกลับมาประคองตัวและเติบโตได้ ประกอบด้วย กิจกรรมการฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติเชิงลึก (Retrofit) เน้นการช่วยเหลือผู้ประกอบที่ได้รับผลกระทบรุนแรงและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องฟื้นฟูและปรับปรุงโรงงาน เครื่องจักร หรือกระบวนการผลิต ซึ่งกิจกรรมการฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จากภัยพิบัติเบื้องต้น (Recover) เน้นการช่วยเหลือ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในระดับกลางถึงต่ำ เช่น น้ำท่วมสถานประกอบการ/โรงงาน หรือได้รับผลกระทบทางอ้อม อาทิ ประสบปัญหาเรื่องการจัดหาวัตถุดิบ ระบบการขนส่ง การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการสูญเสียโอกาสด้านการตลาด โดยกรมฯจะเข้าไปวินิจฉัยปัญหาเพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ การให้คำปรึกษาแนะนำเบื้องต้น และการเชื่อมโยง แหล่งเงินทุน

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีมาตรการด้านการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการผ่านสินเชื่อ "เงินไว ฟื้นภัยพิบัติ" ภายใต้มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน โดยมีกรอบวงเงิน 50 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการ ช่วยเหลือลูกหนี้รายเดิมและการสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่อง และนำเงินทุนไปใช้ในการฟื้นฟูกิจการได้อย่างเหมาะสม โดยผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้รายเดิม กรมฯ จะให้ความช่วยเหลือผ่านการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติเป็นเวลา 4 เดือน พร้อมลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนลง 50% เป็นเวลา 6 เดือน และขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี นอกจากนี้ยังขอรีไฟแนนซ์เงินกู้ได้ โดยวงเงินกู้ใหม่ต้องไม่เกินวงเงินกู้เดิม ขณะที่ ผู้ประกอบการรายใหม่ยื่นขอสินเชื่อได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อรายต่อกิจการ กำหนดอัตราดอกเบี้ย 0% ในช่วง 6 เดือนแรก พร้อมพักชำระหนี้อัตโนมัติเป็นเวลา 3 เดือน

 

ข่าวต่างประเทศ

 

4. GDP เกาหลีใต้ขยายตัว 1% ใน Q3/69 ขานรับส่งออก-การลงทุนโตแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 27 ตุลาคม 2569)

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริง ซึ่งเป็นมาตรวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ขยายตัว 1% ในไตรมาส 3/2569 เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 2/2569 ที่ขยายตัว 0.6% และดีกว่าที่ BOK คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 0.3% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ เมื่อเทียบเป็นรายปี GDP ไตรมาส 3/2569 ของเกาหลีใต้ขยายตัว 3.4% ซึ่งชะลอตัวลงจากระดับ 3.7% ในไตรมาส 2/2569

อย่างไรก็ตาม รายงานของ BOK ระบุว่า ยอดส่งออกในไตรมาส 3/2569 เพิ่มขึ้น 2.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 2.4% ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 1.9% ส่วนการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น 4.1% และการลงทุนในภาคการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบรายไตรมาส อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนลดลง 0.2%

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)