ข่าวเด่นประจำสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน 2569

ข่าวในประเทศ

นายภาสกร ชัยรัตน์

ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

1. ดันลงทุนอุตฯ ชีวภาพ 'ไทย-ญี่ปุ่น' ร่วมมือเทคโนโลยี (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569)

นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้หารือกับ Mr. Ryohei Yamada ผู้แทนจากบริษัท Daicel Corporation ประเทศญี่ปุ่น และคณะ โดยมุ่งเน้นส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบทางการเกษตร โดยเฉพาะการนำชานอ้อย ซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมน้ำตาลมาแปรรูปเซลลูโลสให้เป็นน้ำตาลกลูโคส เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตสารเคมีชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทดแทน ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบปิโตรเคมี ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอ้อยและผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำตาล ตลอดจนส่งเสริมการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกลไกพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและญี่ปุ่น เพื่อต่อยอดสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ ยังหารือกับ Dr.KATO Tomohiko หัวหน้าผู้แทนประจำสำนักงานผู้แทนภูมิภาคอาเซียน องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม (NEDO) และคณะ โดยมุ่งร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสีเขียว ชีวภาพ และเซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนส่งเสริมการรีไซเคิลและจัดการแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ รวมถึงการพัฒนาระบบบริหารจัดการของเสียในนิคมอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

 

น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา

อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม)

 

 

2. ขับเคลื่อน 'BCG' 4 ปี สร้างมูลค่าศก. 2,516 ล้าน (ที่มา: แนวหน้า, ประจำวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569)

น.ส.ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) เปิดเผยว่า ท่ามกลางทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินธุรกิจจากการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้า สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ พร้อมบริหารต้นทุนและเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่เป็นความท้าทายสำคัญต่อการปรับตัว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ดังนั้นการนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียวมาประยุกต์ใช้  จึงเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้ทรัพยากรและความสูญเสีย นำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสอดรับกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ไม่ได้เป็นเพียงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและบริหารต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะเดียวกันการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรืออัปไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังช่วยเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรเดิมและต่อยอดสู่แหล่งรายได้ใหม่ ดีพร้อมจึงส่งเสริมให้ SMEs นำแนวทาง BCG ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนข้อจำกัดด้านต้นทุนและทรัพยากร ให้เป็นโอกาสในการเติบโตและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ดีพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจผ่านนโยบาย "ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว" ด้วยกลไกของ "DIPROM FLEXi " ซึ่งมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการในหลายมิติ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง ตั้งแต่การปรับปรุงกระบวนการผลิตเบื้องต้น ไปจนถึงการพัฒนาสินค้าและมาตรฐานเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า โดยในปี 2566-2569 มีผู้เข้าร่วมโครงการและกิจกรรมต่างๆ 4,590 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างรายได้กว่า 2,516 ล้านบาท และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO?eq)

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

 

3. ไทยยกทัพใหญ่โรดโชว์ญี่ปุ่น สร้างความร่วมมือใน 3 อุตฯ สำคัญ (ที่มา: ไทยรัฐ, ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2569 นี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะนำคณะบีโอไอ พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมศุลกากร และผู้นำองค์กรเอกชน 3 สถาบัน ได้แก่ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย รวมถึงคณะผู้ประกอบการไทยกว่า 40 คน เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานของไทยตลอดเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลไทย พร้อมสนับสนุนและเติบโตไปพร้อมกับนักลงทุนญี่ปุ่น และเพื่อยกระดับฐานการลงทุนญี่ปุ่นในไทยไปสู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ คณะมีกำหนดพบหารือกับผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น 6 รายที่มีฐานการผลิตในไทย ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มิตซูบิชิ มาสด้า และนิสสัน เพื่อนำเสนอแผนสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์เพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและส่งเสริมฐานการผลิตในประเทศ การยกระดับผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ พร้อมรับฟังทิศทางธุรกิจ แผนการลงทุน และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตลอดจนแนวทางสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในไทยระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ บีโอไอจะจัดการประชุมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้ชื่อ Thailand-Japan Semiconductor Strategic Partnership เพื่อเป็นการนำเสนอ "ยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ" ที่ไทยเพิ่งประกาศ พร้อมหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเวทีนี้มุ่งเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการผลิตชิปของญี่ปุ่น กับโอกาสการลงทุนตามยุทธศาสตร์ของไทย พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย โดยบีโอไอและ Keidanren จะร่วมจัดงาน Thailand-Japan Investment and Business Dialogue 2026 เปิดเวทีให้ผู้นำองค์กรเอกชนและผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการค้าและการลงทุน พร้อมหารือโอกาสความร่วมมือ โดยเฉพาะใน 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ (1) ยานยนต์ไฟฟ้า xEV และชิ้นส่วน (2) ห่วงโซ่อุปทานที่รองรับดาต้าเซ็นเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และ (3) การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่และอุปกรณ์สำหรับระบบส่งและจ่ายไฟฟ้า (Grid Modernization & Power Equipment)


ข่าวต่างประเทศ

 

4. ยอดขายรถยนต์นำเข้าเกาหลีใต้ ต.ค. พุ่ง 29.3% อานิสงส์ดีมานด์ EV แข็งแกร่ง (ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, ประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569)

สมาคมผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์เกาหลีใต้ (KAIDA) เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์นำเข้าของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นในระดับตัวเลขสองหลักในเดือนตุลาคม 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์หรูหราจากเยอรมนีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งยอดการจดทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลนำเข้าใหม่ในเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 29.3% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 31,117 คัน ในเดือนตุลาคม 2569 โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2569 ยอดขายรถยนต์นำเข้าสะสมอยู่ที่ 310,846 คัน เพิ่มขึ้น 24.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้ เทสลา (Tesla) ผู้ผลิตรถยนต์จากสหรัฐฯ ครองอันดับ 1 ด้านยอดขายยานยนต์ในเกาหลีใต้ เมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติทั้งหมด ด้วยยอดขาย 9,165 คัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ผู้ผลิตรถยนต์จากเยอรมนี ตามมาเป็นอันดับสองด้วยยอดขาย 6,744 คัน รองลงมาคือ บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ค่ายรถยนต์จากเยอรมนีที่ 5,633 คัน วอลโว่ (Volvo) ที่ 1,682 คัน และบีวายดี (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ 1,594 คัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับจำนวนรถยนต์แบรนด์ยุโรปที่จำหน่ายในเกาหลีใต้เมื่อเดือนที่แล้วอยู่ที่ 17,573 คัน คิดเป็นสัดส่วน 56.5% ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่แบรนด์จากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน มีสัดส่วนการครองตลาดอยู่ที่ 30.0%, 8.0% และ 5.5% ตามลำดับ โดยเมื่อพิจารณาตามประเภทเชื้อเพลิง รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) มีสัดส่วนสูงสุดที่ 46.4% ตามมาด้วยรถยนต์ไฮบริดที่ 45.9% รถยนต์เบนซินที่ 6.8% และรถยนต์ดีเซลที่ 0.9%

 

หมายเหตุ : ค่าเงินบาท อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ราคาทองคำ อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ ราคาน้ำมันและราคา NGV อ้างอิงจากราคาน้ำมันขายปลีกบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)